เทคนิคการลดน้ำหนักกล่องไปรษณีย์ให้จ่ายน้อยที่สุด

by

การส่งของผ่านทางไปรษณีย์ ปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทั้งหลาย ซึ่งต้องบอกเลยว่ากระแสการตลาดออนไลน์กำลังมาแรงมากๆ การสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ช่วยให้เกิดความสะดวกสบายต่อผู้ซื้อ ยิ่งยุคโควิค 19 ยิ่งมีแนวโน้มการซื้อของออนไลน์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแพ็คสินค้าหรือแพ็คสิ่งของ เพื่อส่งทางไปรษณีย์ ย่อมมีต้นทุนเกิดขึ้น โดยไปรษณีย์จะคิดราคาตามน้ำหนักของกล่องพัสดุ ยิ่งน้ำหนักมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้น วันนี้เราจึงมีเทคนิคการลดน้ำหนักกล่องไปรษณีย์ให้จ่ายน้อยที่สุดมาแนะนำ

ปัจจุบันการส่งของหรือส่งสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ด้วยกล่องพัสดุจะคิดตามน้ำหนักเป็นกิโลกรัม กิโลกรัมแรกเริ่มต้นที่ 20 บาท สูงสุดที่ 20 กิโลกรัม คือราคา 200 บาท ลองคิดเล่นๆ ว่ากล่องพัสดุที่มีขนาดไซส์กลาง น้ำหนักก็ปาไป 190-250 กรัมแล้ว

นี่ยังไม่นับรวมสินค้าหรือสิ่งของที่อยู่ข้างในกล่องอีกนะ ไหนจะวัสดุกันกระแทก พลาสติกกันกระแทก เม็ดโฟม ฯลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าได้รับความเสียหายอีกละ พ่อค้าแม้ค้าออนไลน์มีหวังได้กำไรน้อยหรือขาดทุนแน่ๆ แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะวันนี้เรามีเทคนิคการลดน้ำหนักกล่องไปรษณีย์มาฝาก

1.เลือกขนาดกล่องให้เหมาะสม

กล่องไปรษณีย์มีหลายไซส์หลายขนาดให้เลือก ตั้งแต่ไซส์เล็ก ไซส์กลาง ไปจนถึงไซส์ใหญ่ ส่วนน้ำหนักก็แตกต่างกันออกไป ยิ่งกล่องใหญ่มากเท่าไหร่ น้ำหนักก็ยิ่งเยอะมากเท่านั้น ซึ่งอย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่ากล่องไปรษณีย์มีผลต่อน้ำหนักโดยรวม ดังนั้น แนะนำให้ลดขนาดกล่องพัสดุลง ยิ่งกล่องเล็กเท่าไหร่ยิ่งดี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง แต่ก็ต้องเลือกขนาดกล่องให้พอดีกับสินค้าหรือสิ่งของภายในด้วยนะ

2.ใช้ถุงลมกันกระแทก

แนะนำให้ใช้ถุงลมกันกระแทก แทนพลาสิตกกันกระแทกหรือเม็ดโฟมโพลีเอทีลีนกันกระแทกจะดีกว่า เพราะถึงแม้ว่าพลาสติกกันกระแทกหรือเม็ดโฟมโพลีเอทีลีนกันกระแทก จะช่วยป้องกันสินค้าภายในกล่องไม่ให้เสียหายได้ดี แต่ผลเสียที่ตามมาคือทำให้น้ำหนักของกล่องพัสดุเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ถุงลมกันกระแทกก็สามารถช่วยป้องกันสินค้าภายในกล่องได้ดีไม่แพ้กัน ดังนั้น เพื่อประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง เปลี่ยนมาใช้ถุงลมกันกระแทกจะดีกว่า เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่านั่นเอง

3.แบ่งย่อยกล่องเล็กหลายๆ กล่อง

ในกรณีที่คุณต้องแพ็คสินค้าส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ โดยสินค้ามีขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องเลือกกล่องพัสดุไซส์ใหญ่ตามไปด้วย จึงทำให้น้ำหนักโดยรวมมีปริมาณมากขึ้น และพอมาคิดค่าใช้จ่ายกับกำไร อาจไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก บางงคนได้กำไรน้อย บางคนถึงขั้นขาดทุนไปเลยก็มี ดังนั้น แนะนำให้ใช้วิธีแบ่งกล่องย่อยหลายๆ กล่อง เพื่อแชร์น้ำหนักกัน เนื่องจากเรทราคาจะถูกกว่าการส่งกล่องใหญ่เพียงกล่องเดียว

4.ลดน้ำหนักด้วยการตัดฝากล่องออก

หลังจากที่คุณแพ็คสินค้าหรือสิ่งของลงกล่องพัสดุเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่ามีน้ำหนัก 2 กิโลกรัมกว่าๆ เกินมานิดหน่อยแต่คุณไม่อยากจ่ายเงินเพิ่มอีกหนึ่งเท่าตัว ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เทคนิคคือให้ตัดฝากล่องออกไปตรงบริเวณฝาชนด้านบนกล่อง โดยให้ตัดออกไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อลดนำหนักกล่องพัสดุลง ไม่ให้กล่องมีน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม เพียงแค่นี้ ก็ช่วยประหยัดเงินได้แล้ว อย่างไรก็ตามสามารถใช้เทคนิคนี้ได้เฉพาะกล่องประเภทไดคัทสีขาวเท่านั้นนะ เพราะหลังจากที่คุณตัดฝาชนออกแล้ว กล่องจะยังคงสามารถใช้งานได้โดยไม่เสียหาย

5.เปรียบเทียบราคาผู้ให้บริการขนส่ง

สุดท้าย ข้อนี้สำคัญมากๆ เพื่อให้คุ้มค่าและประหยัดเงินค่าขนส่งมากที่สุดคือแนะนำให้คุณลองเปรียบเทียบราคาผู้ให้บริการขนส่งแต่ละเจ้าดูก่อน จากนั้นจึงค่อยตัดสินใจเลือกใช้บริการกับเจ้าที่มีเรทราคาต่ำที่สุด รวมไปถึงมีบริการจัดส่งที่รวดเร็ว เพื่อช่วยประหยัดต้นทุนในการส่งของ อีกทั้งยังทำให้ลูกค้าของคุณประทับใจด้วย สำหรับผู้ให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศไทยของเรามีมากมายหลายแห่ง เช่น Kerry Express , DHL , TNT , J&T Express , Ninja Van ฯลฯ 

ทั้งหมดนี้ ก็คือ เทคนิคการลดน้ำหนักกล่องไปรษณีย์ให้จ่ายน้อยที่สุด เป็นอย่างไรกันบ้าง หวังว่าหลายๆ คน โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ คงได้ไอเดียดีๆ ในการลดน้ำหนักกล่องพัสดุกันแล้ว ยังไงก็อย่าลืมนำไปใช้ รับรองว่าช่วยประหยัดเงิน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้าได้มากเลยทีเดียว

Leave a Comment